แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com




หลักธรรมของมหายานและเถรวาท
กลับไปหน้าแรก

หลักธรรม ของมหายานกับเถรวาท

ธรรมสุญญตา ของมหายานแตกต่างเถรวาส

นิกายในพุทธศาสนาระหว่างมหายานกับเถรวาทนั้น มีหลักความเชื่อที่ไม่เหมือนกันอยู่มาก ยิ่งมหายานบางนิกาย

เชื่อแตกต่างกับเถรวาทหลายประเด็น เช่น มหายานเชื่อว่า

1 ผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว สามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้

2 พระอรหันต์จึงสามารถกลับมาเกิดในโลกได้ โดยไม่เข้านิพพาน ส่วนนิพพานเป็นอย่างไรไม่ทราบ

3 ผู้บรรลุโสดาบันก็สามารถบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ได้

4 มหายานเชื่อว่าในโลกธาตุมีพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งในโลกสววรค์ของมหายานได้

5 มหายานเชื่อว่ามีสวรรค์ชั้นหนึ่งเป็นที่อยู่ของผู้บำเพ็ญบารมีคือแดนสุขาวดี

6 มหายานไม่เคยมีแดนสุทธาวาสที่อยู่ของพรหมอนาคามี

7พระโพธิสัตว์มหายานบำเพ็ญบารมี 6

8 พระโพธิสัตว์ของมหายานนั้นเลิศกว่าพระอรหันต์ (อันนี้เห็นกล่าวในคัมภีร์

9 มหายานนั้นคล้ายเทวนิยมมาก

 

คิดว่ายังมีหลักที่ต่างๆกันอีกมากทีเดียว แต่ในการปฏิบัตินั้นอาจไม่แตกต่างกันมาก แต่ความเห็นในเรื่องต่างๆทางศาสนานั้นต่างกันมากมายหลายประเด็น

ธรรมสุญญตาเถรวาส

บาลีจูฬสุญญาตาสูตร ตรัสตามลำดับ จนขั้นสูงสุด(ขั้นที่ ๗) ในชื่อว่า "ปรมานุตตรสุญญตา" มาจากคำว่า ปรมหรือบรม + อนุตตระ + สุญญตา ลองแปลเองนะครับหมายความว่าอย่างไรโดยพยัญนะ ก็ตามแปลบาลีเป็นไทยโดยความหมาย อ่านที่ตรัสนะครับ ยิ่งอ่านได้ทุกสำนัก (มหาจุฬาฯ มหามงกุฎฯ ท่านพุทธทาส ฯลฯ) ก็ยิ่ง โลกทัศน์ในธรรมทัศน์กว้างอ่านแบบน้ำชาไม่ล้นถ้วยนะครับโดยย่อ (ตามแบบของผม)คือ สัญญา ที่เป็นเจตสิกธรรม (คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์) ชนิดต่างๆ อันเป็นสิ่งปรุงแต่งเวทนา และจิต (คือสัญญาเวทนาเป็นตัวปรุงแต่งจิต) ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ เพราะด้วยอำนาจ เจโตสมาธิ ชนิดนั้นๆ (ตามพระสูตรนี้) ซึ่งตรัสแก่ภิกษุ ที่ผมเข้าใจเองว่า ภิกษุเหล่านั้น สามารถแล้วในรูปฌานทั้ง ๔ ทั้งแบบ หลับตา และแบบลืมตาครับ จิตจึงว่างจาก นิมิต (นิมิตคือสิ่งหรือเครื่องกำหนดหมายในกรณีนี้คือ สัญญา โดยเฉพาะ อรูปสัญญา ที่ชื่อ เนวสัญญานสัญญายตนะ ซึ่งเป็นธรรมมารมณ์ฝ่ายอรูปธาตุ คือเป็นอารมณ์ของจิตในรูปาวจรจิตครับ)แล้ว เกิดปัญญาในสภาวะนั้นว่า จิตนั้น ว่างจากอาสวะทั้ง ๓ (เป็นภาวนามยปัญญา เนื่องจากมรรคสมังคี ฯลฯ) จากนั้น จึงรู้ชัดว่า มีสิ่งหนึ่ง จากจิตที่ว่างเช่นนั้น มีอยู่จิตว่างจากสัญญา ทุกอย่าง จิตรู้ว่าว่างจากอาสวะจิตรู้สิ่งนั้น (คือญาณในนิพพาน)แล้วจะมีอะไร ที่เป็นอัตตาของฝ่ายนี้ ไปเข้าหรือไปสถิตย์อยู่ที่ สิ่งโน้นอย่างนี้ ก็ยังชื่อว่า มีการไปการมาขัดกับบาลีพุทธอุทานปาฏลิคามวัคค์ ที่ตรัสว่า "ตทายตนัง" หรือ อายตนะนั้นมีอยู่ลองอ่านนะครับ (ยาวไม่มาก เคยมีท่านหนึ่งเคย Post นานแล้ว ท่านมีนบุรีถ้าจำไม่ผิด)

ธรรมสุญญตามหายาน

อุดมคติในพระพุทธศาสนามหายาน

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนาเคยแยกเป็นนิกายต่างๆถึงสิบแปดนิกายเพราะมีความเห็นแตกต่างกันที่เรียกว ่าทิฏฐิสามัญญตาและมีข้อปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันเรียกว่าสีลสามัญญตา ความเห็นต่างและการปฏิบัติที่ต่างกันทำให้เกิดนิกายต่างๆตามมา แต่นิกายที่สำคัญของพระพุทธศาสนานั้นปัจจุบันเหลืออยู่สามนิกายคือเถรวาท มหายาน และวัชรยานหรือตันตระยานแต่ละนิกายยังมีนิกายย่อยอีกมากมาย นิกายเถรวาทเช่นในประเทศไทย ลาว ศรีลังกา เมียนมาร์เป็นต้น นิกายมหายานเจริญอยู่ทางตอนเหนือเช่นจีน เกาหลี ใต้หวันเป็นต้น ส่วนนิกายวัชรยานเจริญอยู่แถบเทือกเขาหิมาลัยเช่นอินเดียตอนเหนือ ทิเบต ภูฎาน สิกขิมเป็นต้น แต่ละนิกายมีความเห็นและข้อปฏิบัติแตกต่างกัน ในส่วนของนิกายมหายานยึดมั่นในหลักสำคัญคืออุดมคติพระพุทธศาสนามหายานแม้จะมีหลายนิก ายเช่นนิกายศูนยวาทหรือมาธยมิก ผู้ก่อตั้งคือคุรุนาคารชุน นิกายวิชญานวาทหรือโยคาจาร ผู้ก่อตั้งคือท่านไมตรีนาถ นิกายจิตอมตวาท และนิกายพุทธตันตระหรือมนตรยานซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นวัชระยาน แต่ละนิกายอาจมีความเชื่อแตกต่างกันบ้าง แต่ทุกนิกายจะมีอุดมคติร่วมกันเรียกว่าอุดมคติของมหายานซึ่งมีอยู่ 3 ประการได้แก่

1. หลักมหาปัญญา ในหลักการข้อนี้ ฝ่ายมหายานได้อธิบายหลักอนัตตาซึ่งเป็นคุณลักษณะ พิเศษในพุทธศาสนาออกไปอย่างกว้างขวางลึกซึ้งมากพิสดารยิ่งกว่าในฝ่ายเถรวาทมหายาน เรียกว่า ศูนย์ตา แทนคำว่า อนัตตา ในส่วนปฏิบัติของบุคคลทางฝ่ายมหายาน ถือว่าบุคคลจะ พ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการเข้าถึงศูนยตา ซึ่งมี 2 ชั้น คือ บุคคลศูนยตาและธรรมศูนยตา บุคคล ศูนยตาได้แก่การละอัสมิมานะซึ่งทำให้บุคคลบรรลุอรหันต์ส่วนธรรมศูนยตา ได้แก่การละ ความยึดถือแม้ในพระนิพพานซึ่งเป็นภูมิของพระโพธิสัตว์ชั้นสูง หลักมหาปัญญานี้ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือนิกายศุนยวาทหรือมายมิกเช่นข้อความตอนหนึ่ งในนิกายมาธยามิกะว่า “ไม่มีความเกิดขึ้น ไม่มีความดับ ไม่มีความขาดสูญ ไม่มีความเที่ยงแท้ ไม่มีอรรถแต่อย่างเดียว ไม่มีอรรถนานาประการ ไม่มีการมา ไม่มีการไป ท่านใดกล่าวไว้เป็นปฏิจจสมุปบาทธรรมท่านผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า

2.หลักมหากรุณา ได้แก่การ ตั้งโพธิจิตมุ่งพุทธภูมิ ไม่มุ่งเพียงอรหันต์ภูมิ ในทัศนะมหายานเห็นว่าอรหันต์ภูมิช่วยคนได้น้อย เพราะฉะนั้นจึงควรมุ่งพุทธภูมิซึ่งในขณะที่ยังมิได้บรรลุต้องสร้างบารมีเพื่อช่วยสัต ว์ ดังนั้น ทางฝ่ายมหายานจึงย่อทศบารมีลงเหลือ 6 คือ

1. ทานปารมิตา พระโพธิสัตว์จะต้องสละทรัพย์ อวัยวะและชีวิต เพื่อสัตว์โลกได้โดยไม่อาลัย ทานบารมีนั้นท่านแปลงเป็น 3 ชนิด คือ วัตถุทาน อภัยทาน และธรรมทาน ทานทั้ง 3 ชนิดนี้ ใน สมันตภัทรปณิธานจริยาวรรค (โผวเฮี้ยงเห่งง่วงปิ้ง) กล่าวว่าธรรมทานเป็นเลิศ เหตุไฉนจึงว่าธรรมทานนั้นเป็นเลิศกว่าทานทุกชนิด ทั้งนี้เพราะว่าการให้ซึ่งธรรมนี้ เป็นการให้ปัญญาแก่ตนเอง และทำให้ผู้อื่นได้ปัญญาด้วย

2. ศีลปารมิตา พระโพธิสัตว์ต้องรักษาศีลอันประกอบ ด้วยอินทรีย์สังวรศีล กุศลสังคหศีล ข้อ นี้ได้แก่การทำความดีสงเคราะห์สัตว์ทุกกรณี สัตวสังคหศีลคือการช่วยให้พ้นทุกข์ ศีลบารมีนั้น มี ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และศีล 227 แต่ว่าทางฝ่ายมหายานพิเศษออกไปอีก คือสิกขาบทมี 250 และมีศีลพระโพธิสัตว์อีก 58 ข้อ แบ่งเป็นครุ 10 และลหุ 48 ผู้ใดล่วงศีลพระโพธิสัตว์ครุ 10 ข้อถือว่าปาราชิก ส่วนลหุ 48 ข้อนั้น มีอยู่ข้อหนึ่งถือว่า พระโพธิสัตว์ผู้ถือศีลนั้น เมื่อออกจากสถานที่อยู่ หรือว่าเดินไปตามถนนหนทาง ถ้าพบปะสิ่งมีชีวิตจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานก็ตาม พระโพธิสัตว์ต้องแผ่เมตตาตั้งปรารถนาขอให้สัต

  นายพันธ์ศักดิ์  วันแอเลาะห์

ห้องเรียนวัดโกเมศ


โดย noy@watomnoi.co.cc วันที่ 03 ก.พ. 2555 : 12:27:55 PM น. IP : 110.77.176.138 แจ้งลบหัวข้อกระทู้
พบภาพ เนื้อหาไม่เหมาะสม กดแจ้งที่นี่  


แสดงความคิดเห็น
จาก
E-mail
รูปภาพประกอบ

คุณไม่ใช่สมาชิก ไม่สามารถแนบไฟล์ได้ สมัครสมาชิก | ล็อกอินเข้าระบบ
รูปภาพ (.jpg,.jpeg,.gif,.png) ขนาดไม่เกิน 150 Kb อื่นๆ (.pdf) ขนาดไม่เกิน 150 Kb
รายละเอียด
Security Code
ต้องการรูปภาพอื่น

หากคุณเปิดกระทู้หลายหน้า ควรคลิก "ต้องการรูปภาพอื่น" อีกครั้ง




แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com