แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com




ทัศนะคติเกี่ยวกับพุทธศาสนามหายานในประเทศไทย
กลับไปหน้าแรก
อาจริยวาท หรือ มหายาน เป็นนิกายหนึ่งในพุทธศาสนาที่นับถือกันอยู่ประเทศแถบตอนเหนือของอินเดีย เนปาล จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย ไปจนถึงบางส่วนของรัสเซีย จุดเด่นของนิกายนี้อยู่ที่แนวคิดเรื่องการบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์สร้างบารมีเพื่อช ่วยเหลือสรรพชีวิตในโลกไปสู่พระนิพพาน ด้วยเหตุที่มีผู้นับถืออยู่มากในประเทศแถบเหนือจึงเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า อุตตรนิกาย ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ของโลกเป็นผู้นับถือนิกายมหายาน ความหมายของมหายาน มหายาน มาจากธาตุศัพท์ภาษาบาลี-สันสกฤต มหา + ยาน แปลว่า พาหนะที่ใหญ่ เป็นคำเรียกที่อาศัยการเปรียบเทียบ จากคำว่า *นยาน ซึ่งแปลว่า พาหนะที่เล็ก ๆ มหายานยังมีความหมายว่า “ยานที่สูงสุด” ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายาน คำว่ามหายาน ไม่เพียงแต่เป็นยานใหญ่และสูงสุดเท่านั้น หากเป็นยานที่รื้อขนสรรพสัตว์ได้ทุกประเภททุกวัย รวมทั้งสัตว์โลกทุกรูปนาม เพื่อไปสู่พระนิพพาน และยานนี้ยังหมายถึงยานที่จะไปถึงพุทธภูมิ แล้วสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่า มหายาน จึงเป็นการเปรียบเทียบหมายถึงการขนสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากกว่าสาวกยาน ในคัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์ คุรุนาคารชุน ปราชญ์ฝ่ายมหายาน ได้อธิบายความหมายของมหายานไว้ว่า “พระพุทธธรรมมีเอกรสเดียว คือ รสแห่งวิมุตติ ความรอดพ้นจากปวงทุกข์ แต่ชนิดของรสมี ๒ ชนิด คือ ชนิดแรกเพื่อตัวเอง ชนิดที่สองเพื่อตัวเองและสรรพสัตว์ด้วย” อันหมายความว่า ฝ่ายสาวกยานมุ่งเพียงความหลุดพ้นเป็นอรหันต์สิ้นกิเลสเฉพาะตน ไม่มีปณิธานในการโปรดสรรพสัตว์ให้ถึงความหลุดพ้นด้วย แต่ฝ่ายมหายานย่อมมีอุคมคติตรงกันข้าม กล่าวคือ ย่อมมุ่งพุทธภูมิมีปณิธานจะตรัสรู้เป็นพระพุทธะเพื่อขนสัตว์ให้พ้นทุกข์จนหมดสิ้น อธิบายว่า พุทธศาสนิกชนฝ่ายสาวกยานโดยทั่วไปมุ่งแต่อรหัตภูมิเป็นสำคัญ ฉะนั้น จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สาวกยาน ส่วนพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานย่อมมุ่งพุทธภูมิทั้งนั้น จึงมีอีกชื่อว่า โพธิสัตวยาน หรือ พุทธยาน ในสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ได้อธิบายความหมายของมหายานว่า “ถ้าสรรพสัตว์ได้สดับธรรมจากพระผู้มีพระภาค แล้วบังเกิดศรัทธาความเชื่อปสาทะความเลื่อมใส ได้วิริยะบำเพ็ญบารมีเพื่อสัพพัญญุตญาณอันเป็นธรรมชาติ ญาณอันปราศจากครูอาจารย์ ญาณแห่งพระตถาคต กำลังความกล้าหาญ มีความกรุณาปรารถนาต่อความสุขของสรรพสัตว์ บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์ต่อทวยเทพและมนุษย์ โปรดสรรพนิกรให้พ้นทุกข์ นั่นชื่อว่า มหายาน” นอกจากนี้ พระนาคารชุนได้กล่าวไว้ในทวาทศนิกายศาสตร์อีกว่า “มหายานคือยานอันประเสริฐกว่ายานทั้ง ๒ เหตุนั้น จึงชื่อว่า 'มหายาน' พระพุทธเจ้าทั้งหลายอันใหญ่ยิ่ง ทรงอาศัยซึ่งยานนี้ และยานนี้จะสามารถนำเราเข้าถึงพระองค์ได้ เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง ปวงพระพุทธเจ้าผู้มหาบุรุษได้อาศัยยานนี้ เหตุนั้น จึงชื่อว่า 'มหา' และอีกทั้งสามารถดับทุกข์อันไพศาลของสรรพสัตว์และประกอบประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้ถึงพร ้อม เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง พระโพธิสัตว์ทั้งปวง มีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ พระเมตไตรยโพธิสัตว์ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ และพระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์ เป็นต้น ปวงมหาบุรุษได้ทรงอาศัย เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา' อนึ่ง เมื่ออาศัยยานนี้แล้ว ก็ย่อมเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งปวง เหตุนั้นจึงชื่อว่า 'มหา'” นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อความที่ยกย่องมหายานอีกเป็นจำนวนมากในคัมภีร์ของมหายาน เช่นเรียกว่า อนุตรยาน (ยานอันสูงสุด) , โพธิสัตวยาน (ยานของพระโพธิสัตว์) , พุทธยาน (ยานของพระพุทธเจ้า) , เอกยาน (ยานอันเอก) เป็นต้น เพราะฉะนั้นคำว่า ยาน ในพระพุทธศาสนาจึงเป็นดั่งคำเปรียบเปรยของมรรควิถีอันจะนำไปสู่ความหลุดพ้นในรูปแบบท ี่แตกต่างกันนั่นเอง กล่าวโดยสรุป ยานในพระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น ๓ (ตามมติฝ่ายมหายาน) คือ ๑. สาวกยาน คือยานของพระสาวก ที่มุ่งเพียงอรหัตภูมิ รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ด้วยการสดับจากพระพุทธเจ้า ๒. ปัจเจกยาน คือยานของพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้แก่ผู้รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถแสดงธรรมสั่งสอนสัตว์ให้บรรลุมรรคผลได้ ๓. โพธิสัตวยาน คือยานของพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้แก่ผู้มีน้ำใจกว้างขวาง ประกอบด้วยมหากรุณาในสรรพสัตว์ ไม่ต้องการอรหัตภูมิ ปัจเจกภูมิ แต่ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อโปรดสัตว์ได้กว้างขวางกว่า ๒ ยานแรก และเป็นผู้รู้แจ้งในศูนยตาธรรม การเข้ามา พระพุทธศาสนาแบบมหายาน เข้ามาในราว พ.ศ. ๑๓๐๐ ซึ่งมีอาณาจักรสำคัญอยู่ในดินแดนที่ส่วนหนึ่งเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน คือ อาณาจักรศรีวิชัยซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่*สุมาตราและแผ่อาณาเขตมาถึงแหลมมลายู สันนิษฐานกันว่ามีอาณาเขตตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปถึงจังหวัดปัตตานีในปัจจุบั น พุทธศาสนสถานที่ปรากฏเป็นหลักฐาน คือ พระเจดีย์บรมธาตุไชยา และพระเจดีย์มหาธาตุนครศรีธรรมราช พัฒนาการของพุทธศาสนามหายาน หลังจากพระพุทธเจ ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๓ เดือน พระสาวกผู้ได้เคยสดับสั่งสอนของพระองค์จำนวน ๕๐๐ รูป ก็ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ใช้เวลาสอบทานอยู่ ๗ เดือน จึงประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นบ่อเกิดของคัมภีร์พระไตรปิฎก คำสอนที่ลงมติกันไว้ในครั้งปฐมสังคายนาและได้นับถือกันสืบมา เรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระ คำว่า เถระ ในที่นี้ หมายถึงพระเถระผู้ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก และพระพุทธศาสนาซึ่งถือตามหลักที่ได้สังคายนาครั้งแรกดังกล่าว เรียกว่า นิกายเถรวาท อันหมายถึง คณะสงฆ์กลุ่มที่ยึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งถ้อยคำ และเนื้อความที่ท่านสังคายนาไว้โดยเคร่งครัด ตลอดจนรักษาแม้แต่ตัวภาษาดั้งเดิมคือภาษาบาลี ในกาลต่อมาต่อมาเมื่อมีปัญหาขัดแย้ง พระเถระผู้ใหญ่ก็ประชุมขจัดข้อขัดแย้งกัน เกิดการสังคายนาต่อมาอีกหลายครั้ง จนได้พระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาทดังที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ซึ่งถือกันทั่วไปว่าเป็นคำสอนโดยตรงของพระพุทธเจ้าที่นับว่าใกล้เคียงที่สุด อย่างไรก็ตาม การสังคายนาแต่ละครั้งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดในหมู่สงฆ์ จนก่อให้เกิดการแยกฝ่ายที่มีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันในส่วนหลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติ กล่าวกันว่า มูลเหตุของการแยกนิกายในพุทธศาสนามาจากในคราวใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ดูกรอานนท์ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ถ้าสงฆ์ต้องการก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ได้” (มหาปรินิพพานสูตร ๑๐/๑๔๑) พุทธดำรัสดังกล่าวไม่ชัดเจนเพียงพอ ทำให้เกิดมีปัญหาในการตีความว่า สิกขาบทไหนเรียกว่าเล็กน้อย เป็นเหตุให้พระภิกษุบางรูปไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับสังคายนามาตั้งแต่ครั้งแรก และเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับการสังคายนาครั้งหลัง ๆ อีกหลายครั้ง เป็นเหตุให้มีกลุ่มที่แยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เป็นการแตกแยกทางลัทธิและนิกาย แต่ก็มิได้ถือว่าเป็นการแบ่งแยกศาสนาแต่ประการใด หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสังคายนาครั้งที่ ๒ ได้มีคณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งเรียกว่า มหาสังฆิกะ ซึ่งมีจำนวนมาก ได้แยกตนออกไปต่างหากจากกลุ่มเถรวาทเดิม การแยกตัวของมหาสังฆิกะนี้มีมูลเหตุจากความเห็นที่แตกต่างเรื่องหลักปฏิบัติของภิกษุ หลังจากนั้นมหาสังฆิกะได้แยกกลุ่มนิกายย่อยออกไปอีก ๑๘ นิกาย เนื่องจากมีทัศนะ อุดมคติ การตีความหลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นภิกษุบางรูปในนิกายทั้ง ๑๘ นี้ ได้แยกตนออกมาตั้งคณะใหม่โดยถือปรัชญาและหลักจริยวัตรของตน กระทั่งในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ จึงได้เกิดกลุ่มคณะสงฆ์และคฤหัสถ์ที่เรียกตนเองว่า "มหายาน" ขึ้น แม้จะมีที่มาไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานได้ว่าพัฒนาจากนิกายมหาสังฆิกะ ผสมผสานกับปรัชญาของนิกายพุทธศาสนาอื่นทั้ง ๑๘ นิกาย รวมทั้งนิกายเถรวาทด้วย ก่อกำเนิดเป็นลัทธิมหายาน แม้ไม่อาจกำหนดให้แน่ชัดลงไปได้ว่า พระพุทธศาสนานิกายมหายานเริ่มถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่ที่แน่ชัดคือ พระเจ้ากนิษกะมหาราช กษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์กุษาณะ (ศตวรรษที่ ๑ แห่งคริสต์ศักราช) ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกพระองค์แรกของนิกายมหายาน ได้ทรงปลูกฝังพระพุทธศาสนามหายานอย่างมั่นคงในราชอาณาจักรของพระองค์ และทรงส่งธรรมทูตออกเผยแพร่ยังนานาประเทศ เปรียบได้กับพระเจ้าอโศกมหาราชของฝ่ายเถรวาท พุทธศาสนามหายาน มีแนวคิดปฏิบัติให้บุคคลโดยทั่วไปได้พึ่งพาพระโพธิสัตว์ เพื่อไปสู่ดินแดนแห่งสวรรค์ จากประเด็นดังกล่าวในทัศนะของข้าพเจ้า มีความเห็นว่าหากนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมมนุษย์ น่าจะส่งผลดีต่อสังคม ดังต่อไปนี้ สังคมมนุษย์ จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อีกมุมมองหนึ่งเห็นว่า สังคมมนุษย์อยู่รวมกันเป็นกลุ่มมีการสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อกันตลอดเวลา ฉะนั้นการพึ่งพาปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม มนุษย์ต้องทำมา* ต้องมีที่อยู่อาศัยและจะต้องมีความมั่นคงในชีวิต มนุษย์จึงจะมีความสุขได้ เพราะฉะนั้นแนวคิดหรือหลักปฏิบัติ ในพุทธศาสนามหายาน สอนให้ทุกคนเป็นคนดี ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ทุกคนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตใจโอบอ้อมอารีไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นสังคมจะอยู่กันอย่างสงบสุขร่มเย็น กรณีอย่างเช่นสังคมไทยในปัจจุบันแม้ว ่ามีความเจริญก้าวหน้าก็จริงอยู่ แต่เกิดความวุ่นวาย แข่งขันกัน ชิงดีชิงเด่น เอารัดเอาเปรียบ จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้สถาบันทางสังคมเกิดความวุ่นวาย เพราะสถาบันเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่และบทบาทของตนเองให้ถูกต้อง เนื่องจากความเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นมีการเอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้นทุกวัน หากได้ใช้ แนวคิดของพุทธศาสนามหายานมาเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสมาชิกของสถาบัน นั้นๆก็จะทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความสมานสามัคคี มีความปรองดองซึ่งกันและกันไม่ต้องแตกแยกกันเป็นกลุ่มเป็นคณะ เป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำ* และเสื้อหลากสีจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งสถานการณ์ส่งผลกระทบ ต่อการเป็นอยู่ของทุกคนให้เกิดความเดือดร้อนตกทุกข์ได้ยากไปตามกัน พูดถึงขนบธรรมเน ียมประเพณีวัฒนธรรม จะเห็นได้ว่าการยอมรับนับถือผู้ที่มีความอาวุโสกว่าจะลดน้อยลง เช่นลูกไม่เชื่อฟัง บิดา มารดา เด็กก็ไม่เคารพผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดจากการไม่เคารพนับถือ ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ทำให้เกิดปัญหาสังคมมากมาย เช่นยาเสพติด สมสู่ประเวณีก่อนวัยอันควร มีการทำแท้ง ทะเลาะวิวาท ลักขโมย ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สภาวะสิ่งแวดล้อมเกิดวิกฤติต่างๆ อันที่จริงสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่โดยธรรมชาติ ส่งผลต่อการเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างยิ่ง ไม่ทำให้เกิดความเสียหายใดๆเลย แต่เพราะความอยากได้ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ จึงทำให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายลง ถึงขั้นเกิดผลกระทบต่อการเป็นอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งหากได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้ จะเห็นว่าการกระทำของมนุษย์มีส่วนสำคัญในการทำลายธรรมชาติ ฉะนั้นหากได้นำแนวปฏิบัติของพุทธศาสนามหายานมาเป็นแนวปฏิบัติก็จะเป็นการ เกื้อ*ลซึ่งกันและกันระหว่างชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ก็จะทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ ชีวิตมีความหวัง พุทธศาสนามหายาน ได้สร้างต้นแบบแนวคิดที่จะนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติธรรม หรือปรับใช้กับสถานการณ์ในการดำรงชีพประจำวันของมวลมนุษย์ ได้อย่างเหมาะสมทีเดียว ไม่ล้าสมัย ใช้ได้ตลอดเวลา ใครมีศรัทธาเริ่มปฏิบัติก่อน ผู้นั้นก็จะได้รับอานิสงค์ก่อน และทุกคนก็มีโอกาสที่จะกระทำได้ไม่มีข้อจำกัดแก่หมู่ หรือคณะใด หากมนุษย์ทั้งโลกนี้ได้น้อมนำแนวคิดข้อปฏิบัติของพุทธศาสนามหายานมาใช้กับ ชีวิตของตนเอง จะเป็นคุณูปการแก่ทุกผู้ทุกนาม แม้ธรรมชาติก็จะไม่ถูกรังแก ซึ่งในที่สุดธรรมชาติก็จะกลับมาตอบแทนในสิ่งดีๆแก่มนุษย์เช่นกัน
โดย aungkrit วันที่ 23 ม.ค. 2555 : 4:11:01 PM น. IP : 110.49.234.197 แจ้งลบหัวข้อกระทู้
พบภาพ เนื้อหาไม่เหมาะสม กดแจ้งที่นี่  


แสดงความคิดเห็น
จาก
E-mail
รูปภาพประกอบ

คุณไม่ใช่สมาชิก ไม่สามารถแนบไฟล์ได้ สมัครสมาชิก | ล็อกอินเข้าระบบ
รูปภาพ (.jpg,.jpeg,.gif,.png) ขนาดไม่เกิน 150 Kb อื่นๆ (.pdf) ขนาดไม่เกิน 150 Kb
รายละเอียด
Security Code
ต้องการรูปภาพอื่น

หากคุณเปิดกระทู้หลายหน้า ควรคลิก "ต้องการรูปภาพอื่น" อีกครั้ง




แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com