แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com




มหายานสู่เมืองไทย
กลับไปหน้าแรก


พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย
             &n bsp;  เมื่อประมาณ พ.ศ.290 พุทธศาสนาได้แพร่หลายจากประเทศอินเดียเข้าสู่แค้วนสุวรรณภูมิ ซึ่งมี  ชนชาติ ขอม มอญ ละว้า และไทย
ในราว พ.ศ.1200เรียกว่าสมัยศรีวิชัยพุทธศาสนา มหายานได้แพร่หลายจาก*สุมาตราเข้า สู่เมืองไชยาทางภาคใต้           แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ได้ความจากประวัติศาสตร์และวัตถุที่ขุดได้ใน เมืองไชยา
ในราว พ.ศ. 1400 เรียกว่า สมัยลพบุรี พระพุทธศาสนานิกายมหายานหรือที่เรียกว่า อาจาริยวาทได้แพร่ขยายเข้าสู่เมืองลพบุรี ทั้งนี้ได้ความจากศิลาจารึกที่ขุดได้ในเมืองลพบุรี
ในราว พ.ศ.1600 เรียกว่า สมัยเชียงแสนพะพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แพร่หลายเข้าสู่ดิน แดนภาคเหนือของประเทศไทย
ในราว พ.ศ.1800 เรียกว่าสมัยสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับเอาพุทธศาสนา เถรวาทจากประเทศลังกาเข้าสู่แคว้นสุโขทัยเรียกว่าพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์และตั้งแต่ บัด นั้นเป็นต้นมาประเทศไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติไทยตลอด เรื่อยมาพระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้น ตามหลักฐานระบุว่า สร้างโดย          พระธรรมทูตของพระ เจ้าอโศกมหาราชแต่หลักฐานและวัตถุโบราณที่ขุดพบส่วนใหญ่จะบ่งบอกถึงความเคยรุ่งเรือง ของมหายานในบริเวณนั้นดังนั้นเป็นที่สันนิธานได้ว่าทั้งเถรวาทและมหายานได้รุ่งเรือง ใน ดินแดนแถบนี้มาก่อน ความสัมพันธ์ของชาวไทยและจีนมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เรื่อยมา จนถึงสมัยอยุธยาได้มีชาว จีนอพยพเข้าพึ่งพระบรม           โพธิสมภารมากขึ้นแต่ยังไม่ปรากฏว่ามีวัดทางฝ่ายมหายานและพระ สงฆ์เกิดขึ้นแม้ว่าชาวจีนส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนามหายานและนับถือลัทธิขงจื้อควบคู ่ กันเข้าใจว่าชาวจีนในสมัยนั้นได้ใช้ศาลเจ้าประกอบพิธีตามลัทธิขงจื้อและใช้วัดไทยในก าร ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาแม้ว่าจะเป็นคนละนิกายกัน ในสมัยธนบุรีชาวญวนซึ่งเป็นพุทธ มามกฝ่ายมหายานเช่นเดียวกับจีน และมีวัฒนธรรมคล้ายกันมากได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ สมภาร ญวนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นเป็นวัดแรกบนฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรีและเมื่อ สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวญวนและจีนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นอีกหลายวัดทั้งในกรุงและ นอกกรุง วัดจีนเพิ่งจะเป็นตัวเป็นตนในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 นี้เองสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชทานสมณศักดิ์สงฆ์นิกายมหานยานเป็นครั้งแรก สมณะศักดิ์ จีนรูปแรกคือ พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็ง) สมณะศักดิ์ญวน รูปแรกคือ พระครูคณา นัมสมณาจารย์ (องฮึง)อารามฝ่ายมหายานจีนแห่งแรก คือวัดย่งฮกยี่ ซี่งต่อมาได้รับ พระราชทานนามว่า วัดบำเพ็ญจีนพรต ต่อมาได้มีการสร้างวัดในฝ่ายมหายานที่สำคัญขึ้นอีก หลายวัด ดังเช่นวัดมังกรกมลาวาสวัดจีนประชาสโมสรสำนักสงฆ์อีกหลายแห่งในสมัยรัชกาล ที่ 5 และมหายานฝ่ายจีนนิกายรุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ในยุคของ         เจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายรูปที่ 6 พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ(โพธิ์แจ้งมหาเถระ)ได้มีการสร้างวัดอันเป็นศูนย์กลา งการปฏิบัติที่ สำคัญขึ้นอีกหลายแห่ง เช่นวัดโพธิ์เย็น วัดเทพพุทธาราม วัดโพธิทัตตาราม วัดโพธิ์แมนคุ ณารามศูนย์กลางคณะสงฆ์จีนแห่งประเทศไทยเป็นต้นพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในประเทศ ไทยมีอยู่สองนิกาย คือ อานัมนิกาย(ณวน)และ          จีนนิกาย ธรรมปฏิบัติของสงฆ์มหายานโดย เฉพาะสงฆ์จีน ถือปฏิบัติในหลักนิกายลุกจง(นิกายวินัย) นิกายเซียมจง(นิกายวิปัสสนาหรือนิกายเซ็น)ควบกับนิกายเ*่ยนจง(นิกายเปิด)ซึ่งปฏิบัติ ทั่ว ไปในวัดจีนมหายานนิกายและมีเฉพาะสังฆารามเดียวเท่านั้นที่มีการเพิ่มปฏิบัติในหลักนิ กาย มิกจง(นิกายระหัสยานนิกายหนึ่งของวัชระยานทิเบต)เป็นพิเศษคือวัดโพธิ์เย็นตลาดลูกแก จังหวัดกาญจนบุรีในยุคนี้ได้มีการแปลพระปาฏิโมกข์ฝ่ายมหายานนิกายวินัยซึ่งถือเป็น ปาฏิโมกข์วินัยที่เคร่งครัดที่สุดเพื่อเป็นหลักปฏิบัติควบคู่กับพระไตรปิฎกและโพธิสั ตว์สิกขา ของพระสงฆ์มหายานจีนนิกายในที่นี้จะขอกล่าวถึงนิกายหลักที่อยู่ในพุทธศาสนามหายาน ในคณะสงฆ์จีนแห่งประเทศไทย
นิกายฌานหรือเซ็น(เสี่ยมจง)
ในสมัยพุทธกาลท่ามกลางประชุมบริษัท 4 พระศาสดาได้ชูดอกหนึ่ง มิได้ตรัสเทศนาว่าอย่างไร ที่ประชุมไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย มีแต่พระมหากัสสปเถระเท่านั้นที่ยิ้มน้อยๆอยู่ พระศาสดา จึงตรัสว่า "ดูก่อน กัสสปะ ตถาคตมีธรรมจักษุครรภ์อันถูกต้องและนิพพานจิต ลักษณะที่แท้จริง ย่อมไม่มีลักษณะได้มอบไว้ให้แก่เธอแล้ว" นิกายนี้จึงนับถือพระมหากัสสปเถระว่าเป็นปฐมา จารย์และถือว่าเป็นนิกายวิปัสสนาโดยเฉพาะ              ไม่ต้องอาศัยหนังสือหรือปริยัติธรรมใดๆ แต่ชี้ตรง ไปยังจุดของจิตใจ ในอินเดียได้สืบทอดปรมาจารย์มา           28 องค์ จนในราวพุทธศตวรรษที่ 10 ท่านโพธิธรรม(ตั๊กมอโจวซือ)ได้นำนิกายนี้เข้าสู่ประเทศจีนและถือว่าท่านเป็นปฐมาจารย ์องค์ แรกของนิกายในประเทศจีน และได้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ปรมาจารย์องค์สำคัญ และมีชื่อเสียงเลืองลือมากอีกท่านหนึ่งคือ ปรมาจารย์องค์ที่ 6 ท่านฮุ่ยเล้งหรือเวยหล่าง ในยุค ราชวงศ์ถัง ด้วยโศลกของท่านที่ให้ไว้หลังได้พบโศลกศิษย์อาวุโสที่เขียนไว้
"กายนี้อุปมาเหมือนต้นโพธิ์ ใจนี้อุปมาเหมือนกระจกเงา   จงหมั่นเช็ดถูมันอยู่ทุกๆเวลา อย่าให้ฝุ่นละอองจับ คลุมได้"   ท่านได้ต่อไว้ว่า    "ตันโพธิ์นี้เดิมมิใช่เป็นต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงาอันใสบริสุทธิ์ด้วย
แต่เดิมไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วฝุ่นละอองจะจับคลุมที่ตรงไหน"
นิกายเซ็นได้สอนว่า สรรพสัตว์ มีพุทธภาวะหรือธรรมกายรุ่งเรืองสุกใสอยู่ด้วยกันทุกๆคน คำพูดหรือตัวหนังสือหาเพียงพอที่จะ อธิบายถึงสัจจะภาวะนั้นไม่ เพราะฉะนั้น บางคราวจำเป็นต้องอาศัยปริศนาธรรมและคำพูดที่ แทงเข้าไปสู่หัวใจโดยตรงเพื่อเปิดทางออกการพุทธภาวะนั้น นอกจากปริศนาธรรมในครั้งสำ คัญแล้ว การปฏิบัติธรรม การศึกษาค้นคว้าก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องปฏิบัติ ด้วยว่าพื้นภูมิของ แต่ละผู้คนสูงต่ำต่างกัน จึงจำเป็นต้องอาศัยพระธรรมและการปฏิบัติ มาเสริมสร้างเพื่อรอเวลา การส่องประกายออกของจิตประภัสสร ดังที่พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรโพธิ์แจ้งกล่าว ไว้ว่า "ซี้ก่าวฮวยจิ่วคุย" เมื่อถึงเวลาดอกไม้ก็บาน ฉะนั้นก่อนถึงเวลา การบำรุงรักษาต้นเพื่อรอ ดอกจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกระทำ ถ้าต้นไม้เ*่ยวเฉาตายก่อนจะมีดอกได้อย่างไร
นิกายวินัย(หลุกจง)
นิกายนี้แทบจะไม่แตกต่างกันจากเถรวาทเลย การปฏิบัติจะเหมือนกันเป็นส่วนมาก จะมีแตกต่าง กันบ้างก็ด้วยเรื่องแนวคิคและปรัชญา โดยเพิ่มปรัชญาของมหายานและโพธิสัตว์มรรคเข้ามา ส่วนการปฏิบัติพระธรรมวินัยเหมือนกันเกือบร้อยเปอร์เซ็น
นิกายมนตรยาน(มิกจง)
นิกายมนตรยาน หรือวัชระยาน ได้แบ่งเป็น 2 สายที่สืบทอดรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน สายเข้าสู่ ประเทศจีนและสายเข้าสู่ประเทศทิเบต สายเข้าสู่ประเทศจีนโดยศิษย์ของท่านคุรุนาคารชุน ชื่อนาคโพธิได้จาริกสู่*สิงหลและได้ถ่ายทอดให้ท่านศุภกรสิงหะและท่านวัชระโพธิ ท่าน ศุภกรสิงหะได้นำเข้าสู่ประเทศจีนในสมัยพระเจ้าถังเฮี่ยงจง ราวพุทธศตวรรษที่12 และท่าน วัชระโพธิก็ได้นำนิกายเข้าสู่ประเทศจีนเช่นกันพร้อมกับศิษย์ชื่ออโมฆวัชระ ศิษย์ของท่าน อโมฆวัชระชื่อ อิกเหงได้ตั้งวัดแห่งนิกายมนตรยานขึ้นในนครเชียงอาน ชื่อวัดแชเล่งยี่ วัดนี้เป็น ต้นกำเนิดของ นิกายมนตรยานของญี่ปุ่นซึ่งรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยปัจจุบัน มนตรยานของจีนและ ของทิเบตโดยพื้นฐานไม่ได้แตกต่างกันมากนั้น แต่ทางของทิเบตซึ่งถูกเรียกชื่อว่า วัชระยาน จะลึกซึ้งพิสดารกว่า ด้วยว่ามนตรยานได้เข้าสู่ทิเบตโดยพระอาจาย์ผุ้ทรงคุณมากมายและโดย ตรง เช่นจากมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา มหาวิทยาลัยโอทันตบุรี และอยู่ใน ยุคที่มนตรยานในอินเดียเจริญสูงสุดโดยพระอาจารย์เหล่านี้ เช่น ท่านศานตรักษิต ท่านคุรุปัทมสมภพ ท่านกมลศีลา ท่านอติษะ ท่านติโลปะ ท่านนะโรปะ ฯลฯ (หลักการและคำสอน ให้ดูในลิงค์ของวัชระยานและคำสอนวัชระยาน)
มหายานในประเทศไทยโดยเฉพาะคณะสงฆ์จีน ในยุดเริ่มแรกสมัยท่านเจ้าคณะใหญ่รูปแรกผู้ สถาปนาวัดเล่งเน่ยยี่ท่านปฺฏิบัติวิปัสสนาเซ็นเป็นหลักและเรื่อยมาจนถึงเจ้าคณะใหญ่ร ูปที่ 6 ท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง โดยพื้นฐานเดิมท่านได้คุ้นเคยกับมนตรยานเป็นอย่างดีเนื่องด้วยบรรพบุรุษท่านเป็นขุนน างในราชวงค์แมนจูซึ่งนับถือพุทธตันตระยานสายทิเบตเป็นหลัก แต่ด้วยท่าน ได้บรรพชาในคณะสงฆ์ในประเทศไทยซึ่งปฏิบัติวิปัสสนาเซ็นเป็นหลักท่านจึงปฏิบัติและเชี ่ยวชาญในวิปัสสนาเซ็นอย่างดี และต่อมาได้รับการสถาปนาให้เป็นวัชราจารย์ณิงมา-กาจู แห่งริโวเช แคว้นคาม ทิเบตตะวันออก จากท่านวัชราจารย์นะนาฮู้ทู้เคียกทู้             (พระมหาวัชรจารย์ชีวินพุทธะ นอรา ริมโปเช) และด้วยวัตรปฏิบัติของท่านซึ่งเคร่งครัดในวินัยและท่านก็ได้อุปสบบทในนิกายวินัย จนได้รับสถาปนาเป็นพระปรมัตตาจารย์ประมุขนิกายวินัยองค์ที่19 ท่านได้รวบรวมแนวทางการปฏิบัติในนิกายต่างๆเข้าด้วยก้นและเป็นแนวทางแก่คณะสงฆ์จีนได ้ปฏิบัติสืบต่อมา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ามหายานในประเทศไทยได้ยึดแนววิปัสสนาเซ็น นิกายวินัย และนิกาย มนตรยานเป็นหลัก


พระนพดล มมร.สธ.ห้องเรียนวัดโกเมศรัตนาราม จ.ปทุมธานี


โดย พระเรียน วันที่ 09 ม.ค. 2555 : 9:51:51 PM น. IP : 101.109.218.216 แจ้งลบหัวข้อกระทู้
พบภาพ เนื้อหาไม่เหมาะสม กดแจ้งที่นี่  


แสดงความคิดเห็น
จาก
E-mail
รูปภาพประกอบ

คุณไม่ใช่สมาชิก ไม่สามารถแนบไฟล์ได้ สมัครสมาชิก | ล็อกอินเข้าระบบ
รูปภาพ (.jpg,.jpeg,.gif,.png) ขนาดไม่เกิน 150 Kb อื่นๆ (.pdf) ขนาดไม่เกิน 150 Kb
รายละเอียด
Security Code
ต้องการรูปภาพอื่น

หากคุณเปิดกระทู้หลายหน้า ควรคลิก "ต้องการรูปภาพอื่น" อีกครั้ง




แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com