แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com




พระพุทธศาสนามหายานในไทยและวิเคราะห์ข้อแตกต่างมหายานกับเถรวาท
กลับไปหน้าแรก

พระพุทธศาสนามหายานในไทยและวิเคราะห์ข้อแตกต่างมหายานกับเถรวาท
            

         ลัทธิมหายานได้เข้ามาตั้งมั่นในประเทศไทยอีกระยะหนึ่ง โดยชาวพุทธญวนและจีนนำเข้ามาในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ มีเจ้านายเชื้อพระวงศ์และผู้คนบ่าวไพร่ อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และได้พาเอาลัทธิมหายานที่ตนนับถือเข้ามาด้วย และได้สร้างวัดมหายาน ขึ้นหลายวัด ครั้นลุถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีพระจีนเข้ามาจากเมืองจีนรูปหนึ่งชื่ออาจารย์สกเห็ง มีกิตติคุณทางวิปัสสนาธุระ เป็นที่เลื่อมใสของชาวจีนตลอดจนชาวไทยได้บอกบุญเรี่ยรายจากพุทธศาสนิกชนทั่วไปสร้างว ัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ขึ้นที่กรุงเทพ นับเป็นวัดมหายานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระญวนและพระจีน ต่อมาในภาย หลังโปรดให้มีตำแหน่งฐานานุกรมขึ้นทั้ง ๒ ฝ่าย ลัทธิมหายานในประเทศไทยจึงมี ๒ นิกายคือ อนัมนิกายฝ่าย หนึ่ง กับจีนนิกายอีกฝ่ายหนึ่งตั้งแต่บัดนั้น
ลำดับเหตุการณ์
         เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๙๐ พุทธศาสนาได้แพร่ หลายจากประเทศอินเดียเข้าสู่แค้วนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีชนชาติ ขอม มอญ ละว้า และไทย
         ประมาณ พ.ศ. ๑๒๐๐ สมัยศรีวิชัยพุทธศาสนา มหายานได้แพร่หลายจาก*สุมาตราเข้า สู่เมือง ไชยาทางภาคใต้แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ได้ความจากประวัติศาสตร์และวัตถุที่ขุดได้ใน เมืองไชยา
         ประมาณ พ.ศ. ๑๔๐๐ สมัยลพบุรี พระพุทธศาสนานิกายมหายานหรือที่เรียกว่า อาจาริยวาทได้แพร่ขยายเข้าสู่เมืองลพบุรี ทั้งนี้ได้ความจากศิลาจารึกที่ขุดได้ในเมืองลพบุรี
         ประมาณ พ.ศ. ๑๖๐๐ สมัยเชียงแสนพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แพร่หลายเข้าสู่ดิน แดนภาคเหนือของประเทศไทย
         ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ สมัยสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับเอาพุทธศาสนา เถรวาทจากประเทศลังกาเข้าสู่แคว้นสุโขทัยเรียกว่าพุทธ ศาสนาลัทธิลังกาวงศ์และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาประเทศไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นศาสนาประจำชาติไทยตลอดเรื่อยมา พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้น ตามหลักฐานระบุว่า สร้างโดยพระธรรมทูตของพระ เจ้าอโศกมหาราชแต่หลักฐานและวัตถุโบราณที่ขุดพบส่วนใหญ่จะบ่งบอกถึงความเคยรุ่งเรือง ของมหายานในบริเวณนั้นดังนั้นเป็นที่สันนิฐานได้ว่าทั้งเถรวาทและมหายานได้รุ่งเรือง ในดินแดนแถบนี้มาก่อน ความสัมพันธ์ของชาวไทย  สมัยธนบุรีชาวญวนซึ่งเป็นพุทธ ฝ่ายมหายานเช่นเดียวกับจีน และมีวัฒนธรรมคล้ายกันมากได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ สมภาร ญวนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นเป็นวัดแรกบนฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรี และเมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวญวนและจีนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นอีกหลายวัดทั้งในกรุงและ นอกกรุง วัดจีนปรากฏในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ นี้เอง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชทานสมณศักดิ์สงฆ์นิกายมหานยานเป็นครั้ง แรก สมณะศักดิ์ จีนรูปแรกคือ พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็ง) สมณะศักดิ์ญวนรูปแรกคือ พระครูคณา นัมสมณาจารย์ (องฮึง)อารามฝ่ายมหายานจีนแห่งแรก คือวัดย่งฮกยี่ ซี่งต่อมาได้รับ พระราชทานนามว่า วัดบำเพ็ญจีน พรต ต่อมาได้มีการสร้างวัดในฝ่ายมหายานที่สำคัญขึ้นอีก หลายวัด ดังเช่นวัดมังกรกมลาวาส วัดจีนประชาสโมสรสำนักสงฆ์อีกหลายแห่งในสมัยรัชกาล ที่ ๕ และมหายานฝ่ายจีนนิกายรุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุล ยเดช รัชกาลปัจจุบัน ในยุคของเจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายรูปที่ ๖ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ (โพธิ์แจ้งมหาเถระ) ได้มีการสร้างวัดอันเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติที่สำคัญขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น วัดโพธิ์เย็น วัดเทพพุทธาราม วัดโพธิทัตตาราม วัดโพธิ์แมนคุณาราม ศูนย์กลางคณะสงฆ์จีนแห่งประเทศไทยเป็นต้น
นิกายมหายานในประเทศไทย

         พุทธศาสนาฝ่ายมหายานในประเทศ ไทยมีอยู่สองนิกาย คือ อานัม นิกาย(ญวน)และจีนนิกาย ธรรมปฏิบัติของสงฆ์มหายานโดยเฉพาะสงฆ์จีนถือปฏิบัติในหลักนิกายลุกจง(นิกายวินัย) นิกายเซียมจง(นิกายวิปัสสนาหรือนิกายเซ็น) ควบกับนิกายเ*่ยนจง(นิกายเปิด) ซึ่งปฏิบัติทั่วไปในวัดจีนมหายานนิกายและมีเฉพาะสังฆารามเดียวเท่านั้นที่มีการเพิ่ม ปฏิบัติในหลักนิกาย มิกจง(นิกายมหายานนิกายหนึ่งของวัชระยานทิเบต)เป็นพิเศษคือวัดโพธิ์เย็นตลาดลูกแก จังหวัดกาญจนบุรี ในยุคนี้ได้มีการแปลพระปาฏิโมกข์ฝ่ายมหายาน นิกายวินัยซึ่งถือเป็น ปาฏิโมกข์วินัยที่เคร่งครัดที่สุดเพื่อเป็นหลักปฏิบัติควบคู่กับพระไตรปิฎกและโพธิสั ตว์              &n bsp;            &nbs p;                           &n bsp;            &nbs p;                      &n bsp;            &nbs p;                วิเคราะห์ข้อแตกต่าง ระหว่างมหายานกับเถรวาท ( หินยาน ) ในประเทศไทย
         พุทธศาสนานิกายเถรวาทหรือหินยาน เน้นที่อริยสัจ ๔ เป็นสำคัญ เพื่อมุ่งสู่หนทางแห่งนิพพาน              นิกายมหายาน มุ่งเน้น รื้อสัตว์ ขนสัตว์ ตั้งใจจะช่วยเหล่าสรรพสัตว์ ให้ถึงนิพพานให้ได้ทั้งหมดก่อน ถึงขั้นยอมละนิพพานเฉพาะตน หากยังช่วยเหล่าสรรพสัตว์ไปได้ไม่หมด พุทธศาสนาฝ่ายมหายานกับ ฝ่ายเถรวาท ต่างเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า จุดมุ่งหมายสูงสุดของสองนิกายนี้มีอยู่ร่วมกันคือ วิมุตติ ความหลุดพ้น จะมีข้อแตกต่างเพียงนิกายว่า จะตีความตามพระธรรมวินัยอย่างไร และเมื่อนำสารัตถะของนิกายมหายานกับหินยานมาเปรียบเทียบกันดู เราก็จะได้รับประโยชน์ทางปัญญาดังนี้คือ
๑. เถรวาท ( หินยาน ) ยึดมั่นอยู่ในธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตามแบบเดิมตั้งแต่ครั้งปฐมสัง คายนา ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยกพระธรรมวินัยไว้ในฐานะอันสูงส่งและศักดิสิทธิ์ แม้พระไตรปิฎกก็ไม่เปลี่ยนแปลง คงรักษาของเดิมซึ่งเป็นภาษามคธเอาไว้เป็นหลักเป็นธรรมนูญของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ใครจะแปลเป็นภาษาอะไรก็แปลไป แต่ไม่ทิ้งของเดิมคงรักษาของเดิมภาษามคธเป็นหลัก
     มหายาน เป็นพวกก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลง มองพระพุทธพจน์ในแง่ปรัชญา วิพากษ์วิจารณ์ความหมาย      พระพุทธพจน์ไปในแง่ต่าง ๆ ตามความคิดของบุคคลแต่ละบุคคล ปรับปรุงธรรมวินัยไปตามกาละเทศะ เพื่อความเหมาะสมแก่ประชาชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาจีน แล้วใช้ต้นฉบับนั้นเป็นหลัก
๒. เถรวาท ตั้งพระพุทธพจน์เป็นแกนกลาง แล้วดึงบุคคลให้เข้าหาพระพุทธพจน์ โดยอ้างเหตุผลเป็นเครื่องจูงใจ
     มหายาน ตั้งบุคคลเป็นแกนกลางคำนึงถึงสติปัญญาความคิดความรู้และความสามารถของบุคคลเป็นเกณฑ์ แทนที่จะปรับบุคคลให้เข้าหาพระพุทธพจน์ แต่ปรับพระพุทธพจน์เข้าหาบุคคล เพื่อประโยชน์แก่การเผยแพร่พระพุทธศาสนา ผ่อนปรนจนบางนิกายอนุมัติให้พระสงฆ์มีครอบครัวได้ เพื่อประโยชน์ทางการเผยแพร่
๓. เถรวาท ตั้งเป้าหมายและวิธีเพื่อบรรลุเป้าหมายไว้สูงและยาก ต้องอาศัยความตั้งใจจริง ๆจึงจะกล้าดำเนินการตามเป้าหมายและบรรลุตรงเป้าหมายนั้น ทำให้สามัญชนโดยทั่วไปมองพระพุทธศาสนาในสิ่งสูงสุดยากที่จะเข้าถึง
     มหายาน ตั้งเป้าหมายไว้ง่าย ๆ โดยใช้หลักจิตวิทยาชั้นสูงจูงใจคนคือ ปรับพระพุทธพจน์ให้เข้ากับบุคคล ให้คนทั่วไปมีความรู้สึกว่าพุทธภาวะนั้นอยู่แค่เอื้อม เพราะมีอยู่ในทุกคนแล้ว ดังนั้นบุคคลทุกเพศทุกวัยก็อาจบรรลุพุทธธรรมได้ โดยไม่ต้องอาศัยวิธีที่ยากมากหรือการปฏิบัติมากนัก
๔. เถรวาท มุ่งที่ปัจเจกภาพหรือคุณภาพเฉพาะบุคคล คือ เริ่มที่ตนแล้วจึงไปหาผู้อื่น หมายถึงว่าเถรวาทถือคุณภาพเป็นสำคัญ
     มหายาน ถือ ปริมาณเป็นสำคัญ โดยมุ่งเอาปริมาณไว้ก่อน เพราะถือว่า คุณภาพย่อมเกิดจากปริมาณ
โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่า ในจำนวนผู้ศึกษา หรือใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมากนั้น ย่อมจะมีอยู่จำนวนหนึ่งที่เข้าถึงพุทธธรรม และย่อมรู้แจ้งเห็นจริงในพุทธธรรมเองได้
๕. เถรวาท มุ่งเกี่ยวกับอุดมคติในการดำเนินงาน การเผยแพร่เถรวาทมุ่งที่ตนเองก่อน คือตนเองต้องรู้ก่อน
แล้วจึงสอนจึงช่วยผู้อื่น มิฉะนั้นจะนำอะไรไปช่วยเขาเมื่อตนเองยังไม่มีอะไร ยังไม่รู้อะไร
     มหายาน วางอุดมคติจูงใจไว้ก่อนว่าต้องบำเพ็ญตนเพื่อผู้อื่นก่อน เพื่อตนเองทีหลัง มีปณิธานว่าจะช่วยขนสัตว์ให้พ้นโอฆสงสารบรรลุธรรมจนหมดสิ้นก่อน ตนจึงขอบรรลุธรรมเป็นคนสุดท้าย
๖. เถรวาท เน้นศูนย์กลางของการนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทนั้นยึดมั่นอยู่กับพระสงฆ์ พระสงฆ์เป็น
ผู้รักษาแบบแผนทำให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจว่า การจรรโลงพระพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องของพระสงฆ์ พระสงฆ์เป็นผู้นำ พุทธบริษัทอื่นเป็นผู้ตาม
     มหายาน ศูนย์กลางของการนับถือพระพุทธศาสนามิได้อยู่เฉพาะในวงการคณะสงฆ์เท่านั้น ผู้สอนพยายามหลีกเลี่ยงและเบนความสนใจมิให้ติดอยู่ที่พระสงฆ์ เพื่อทำให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจว่าคนทุกคนมีส่วนจรรโลงพระพุทธศาสนาดังจะเห็นได้ว่า พระโพธิสัตว์ของฝ่ายมหายานจะมีทั้งบรรพชิต ทั้งคฤหัสถ์ ช่วยกันประกาศพระพุทธศาสนา              &n bsp;            &nbs p;                           &n bsp;            &nbs p;                      &n bsp;            &nbs p;                       ๗. เถรวาท ถือเรื่องอริยสัจเป็นสำคัญ มหายานถือเรื่องบารมีเป็นสำคัญ เพื่อความเป็นพระโพธิสัตว์              &n bsp;        ๘. เถรวาท มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว คือ พระสมณโคดม หรือ พระศากยมุนี ( ที่กล่าวว่ามีพระพุทธเจ้ามากพระองค์และติดมาในพระไตรปิฎกนั้น ท่านผู้รู้ทั้งบรรพชิตทั้งคฤหัสถ์ว่าติดมาจากคติของมหายาน )
      มหายาน ถือว่ามีมาก ประดุจเม็ดกรวดทรายในมหาสมุทร ( เพื่อจูงใจให้คนพอใจปรารถนาเป็น
พระโพธิสัตว์ ให้เห็นว่า ไม่ยากจนเกินไปจนน่าท้อ ) บางนิกายแสดงว่ามีพระพุทธเจ้าองค์ดั้งเดิม คือ อาทิพุทธ          ( ดุจปราตมันของพราหมณ์ ) เมื่อ อาทิพุทธเจริญญาณ เกิดเป็น ฌานิพุทธ คือพระพุทธเจ้าเกิดจากฌานของ อาทิพุทธอีกเป็นอันมาก เช่น พระไวโรจนพุทธะ อักโขภยพุทธะ อโฆสิทธิพุทธะ รัตนสัมภวพุทธะ ไภสัชชคุรุพุทธะ อมิตตาภาพุทธะ เป็นต้น เฉพาะ อมิตตาภะพุทธะนี้ เมื่อเป็นมานุสสีพุทธ คือเป็นพระพุทธเจ้าในร่างมนุษย์ ( อวตาร ) ก็คือ พระศรีศากยมุนีพุทธนั่นเอง
๙. เถรวาท มีความมุ่งหมายเพื่อบำเพ็ญอัตตัตถาจริยา คือ ประโยชน์ส่วนตน ญาตัตถจริยาประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โลกัตถจริยา คือ ประโยชน์ต่อสัตว์โลก โดยเห็นว่าการที่เราจะช่วยผู้อื่นได้ เราต้องช่วยตัวเองให้มีหลักก่อน การที่เราจะช่วยคนตกน้ำ เราต้องว่ายน้ำเป็นก่อนการที่เราจะช่วยนำสัตว์ให้ข้ามโอฆสงสารได้ เราต้องมีเรือคือ ต้องรู้โพธิปักขิยธรรมก่อนก็โพธิปักขิยธรรม คนจะรู้ได้ก็ต้องตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระอรหันต์ เมื่อยังไม่สำเร็จก็ยังไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็เท่ากับว่ายังไม่มีเรือ เมื่อไม่มีเรือจะใช้อะไรส่งสัตว์ข้ามโอฆะได้คติ ของเถรวาทเป็นอย่างนี้
     มหายาน มุ่งความเป็นพระโพธิสัตว์ หรือ พุทธภูมิ เพื่อบำเพ็ญ โลกัตถะจริยาได้เต็มที่ คือมุ่งช่วยผู้อื่นเป็นจุดสำคัญ และแสดงว่ามีพระโพธิสัตว์หลายองค์ เช่น พระอวโลกิเตศวร , พระมัญชุศรี , พระวัชรปราณี , พระกษิติครรภ, พระสุมันตรภัทร และพระอริยเมตไตร เป็นต้น เพื่อจูงใจให้คนปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์
o. เถรวาท มีบารมีที่จะให้สำเร็จบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า ๑o
ประการ
มี ทาน, ศิล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อุเบกขา
    
มหายาน มีบารมีอันให้ถึงความสำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ และเป็นปฏิปทาของพระโพธิสัตว์

๖ ประการ คือ ทาน ศีล วิริยะ ขันติ ฌาน ปัญญา
๑๑. เถรวาท พระอรหันต์อยู่จบกิจในพรหมจรรย์แล้วสิ้นกิเลสแล้ว สิ้นความสงสัยรู้ว่าตนบรรลุพระอรหัตผลด้วยตนเอง โดยมิต้องมีคนบอก มีความรู้ในอริยมรรค อริยผล ไม่ฝันปรินิพพานแล้วก็ดับหมดทั้งกายสังขาร วจีสังขาร     จิตสังขาร ( อนุสปรินิพพาน ) ไม่เกิดอีก ถือว่าเหนือกว่าพระโพธิสัตว์ เพราะสิ้นกิเลสแล้ว ไม่ต้องศึกษาอีกแล้ว       แต่พระโพธิสัตว์ยังมีกิเลสยังต้องศึกษาและ พระเถรวาทจะไม่ไหว้รูปพระโพธิสัตว์ เพราะถือว่ายังไม่เป็นพระภิกษุ
     มหายาน พระอรหันต์ยังฝันอย่างคนมีราคะ เพราะถูกมารยั่ว ยังความไม่รู้ในอริยมรรค อริยผลยังต้องสงสัยใน อริยมรรค อริยผล เป็นต้น จะรู้ว่าตนบรรลุต้องมีผู้บอก ปรินิพพานแล้วยังเกิดอีก แต่เกิดเพื่อสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือว่าสู้พระโพธิสัตว์ไม่ได้ เพราะเห็นว่าพระโพธิสัตว์มีโอกาสช่วยสัตว์โลกได้มากกว่า
๑๒. เถรวาท ในกายสาม เถรวาทยอมรับแต่ ธรรมกาย กับ นิรมาณกายบางส่วน นอกนั้นไม่รับมหายาน รับทั้งสามคือ ทั้งธรรมกาย ได้แก่ พระธรรม สัมโภคกายคือ กายจำลอง หรือ กายอวตารของพระพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าเป็นพระกกุสันธบ้าง โกนาคมะบ้าง กัสสปะบ้าง ศากยมุนีบ้าง เป็นต้น ล้วนเป็นสัมโภคกายของพระพุทธเจ้าองค์เดิมทั้งนั้น นิรมาณกายคือ กายที่ต้องแก่ เจ็บ ปรินิพพาน เป็นกายที่พระพุทธเจ้าองค์เดิมสร้างขึ้น เพื่อเป็นเครื่องสอนคนให้เห็นความจริงของชีวิต แต่พระพุทธองค์ที่แท้ ที่องค์เดิมนั้นไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เช่น พระอมิตตาภาพุทธะมีกายจำลองเป็น พระศากยมุนี แต่พระอมิตตาพุทธะนั้น เป็นอมตะอยู่ที่แดนสุขาวดี
๑๓. เถรวาท อาศัยพระไตรปิฎก คือธรรมวินัย ยุติตามะ ปฐมสังคายนาเป็นหลักและไม่มีพระสูตรอะไรเพิ่มเติม
     มหายาน ธรรมวินัยของเดิมก็มี และมีการเพิ่มพระสูตรใหม่ในภายหลังจากการทำปฐมสังคายนา
เช่น ปรัชญาปารมิตาสูตร สุขาวดียูหสูตร สัทธธรรมปุณฑริกสูตร ลังกาวตารสูตร เป็นต้น
แม้ปฐมเทศนาก็มิได้มีครั้งเดียว              &n bsp;            &nbs p;                     
             &n bsp;                         &n bsp;            &nbs p;                     

สรุป : มโนทัศน์พระพุทธศาสนามีความคล้ายคลึง และความแตกต่างที่สำคัญ              &n bsp;                    &n bsp;       ระหว่าง นิกายมหายานและเถรวาททั้งสองได้เป็นหลักใหญ่ ๆ ๔ ประการ คือ

     ๑. จุดมุ่งหมายปลายทางของทั้งสองนิกายเหมือนกันคือวิมุตติ
     ๒. คำสอนทั้งสองนิกายเป็นประโยชน์แก่สังคมของมนุษย์ในด้านศีลธรรม และ จรรยา
     ๓. ทั้งสองนิกายสอนในเรื่องกฏแห่งกรรม
     ๔. ทั้งสองนิกายต่างยอมรับเรื่องความไม่จำกัดสรรพสิ่ง คือ ไม่มีเริ่มต้น ไม่มีสิ้นสุด
          ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ

          ส่วนข้อแตกต่างกันของนิกายทั้งสองที่สำคัญที่สุดคือ เถรวาทมุ่งอรหัตภูมิ โดยถือคติว่าก่อนจะให้คนอื่นรู้ ตนต้องรู้ก่อน ก่อนจะช่วยคนอื่นได้ ตนต้องช่วยตนเองให้ได้ก่อนมิฉะนั้นจะนำอะไรไปสอนไปช่วยเขา                     &n bsp;            &nbs p;                           &n bsp;            &nbs p;                    

          ส่วนมหายานมุ่งพุทธภูมิ คือ ต้องบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ก่อน เพื่อช่วยคนอื่นก่อนช่วยตัวเอง ยอมรับทุกข์ เพื่อสุขของคนอื่น แม้ว่าทั้ง ๒ นิกายจะต่างกันบ้าง แต่จุดหมายปลายทางก็รวมกันที่วิมุตติเหมือนกัน              &n bsp;                   เช่น กับแม่น้ำหลายสาย บางสายก็ใส บางสายก็ขุ่น แต่ก็รวมลงในทะเลเป็นอันเดียวกัน

 

ผู้จัดทำนักศึกษา สมจินตนา  ถนอมงาม

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัยในพระราชูปถัมภ์

ห้องเรียนวัดโกเมศรัตนาราม
โดย somjintana1313 (ติดต่อ 0840660113) วันที่ 20 ก.พ. 2555 : 11:03:27 PM น. IP : 115.67.32.10 แจ้งลบหัวข้อกระทู้
พบภาพ เนื้อหาไม่เหมาะสม กดแจ้งที่นี่  


แสดงความคิดเห็น
จาก
E-mail
รูปภาพประกอบ

คุณไม่ใช่สมาชิก ไม่สามารถแนบไฟล์ได้ สมัครสมาชิก | ล็อกอินเข้าระบบ
รูปภาพ (.jpg,.jpeg,.gif,.png) ขนาดไม่เกิน 150 Kb อื่นๆ (.pdf) ขนาดไม่เกิน 150 Kb
รายละเอียด
Security Code
ต้องการรูปภาพอื่น

หากคุณเปิดกระทู้หลายหน้า ควรคลิก "ต้องการรูปภาพอื่น" อีกครั้ง




แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com