แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com




ไก่ชน พม่า
กลับไปหน้าแรก

ไก่ชน

 

ไก่ชนไทย สายพันธุ์ เหล่าป่าก๋อย
ถ้าพูดถึงไก่ชนหลายท่านคงรู้ดีว่าไก่ชนไทยเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยพระนเรศวร มีตำนานและประวัติไก่ชนของพระนเรศวร เกี่ยวกับ ไก่ชนพันธุ์เหลืองหางขาว หรือที่เป็นที่รู้จักกันดีในนามของไก่ชนพระนเรศวรมหาราช สำหรับประวัติความเป็นมานั้นคนไทยด้วยกันทราบกันเป็นอย่างดีว่าสมเด็จพระนเรศวรได้นำ ไปตีกับไก่ชนของพระมหาอุปราชของพม่าเอาชนะไก่ชนของพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดีได้ และที่สำคัญวิถีชีวิตชาวไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบันคนไทยมักเลี้ยงไก่ชนพื้นเมืองไว้เพื ่อเป็นอาหาร และเลี้ยงไว้ชนเพื่อความเพลิดเพลิน ไก่ชนเหล่าป่าก๋อย เป็นไก่ชนสายพันธุ์ไทยแท้มีถิ่นกำเนิดที่ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ซึ่งในตำบลน้ำดิบนี้ประกอบไปด้วยหมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้านรวมกัน อาทิเช่น หมู่บ้านเหล่าป่าก๋อย , บ้านท่าไม้ , บ้านวังสวนกล้วย , หมู่บ้านวังรกฟ้า , บ้านหนองบัวขาว เป็นต้น ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดไก่ชนเหล่าป่าก๋อยแทบทั้งนั้น

จะขอเล่าประวัติของไก่ชนเหล่าป่าก๋อยให้พอสังเขบ
     เมื่อประมาณปี 2526-2527 สมัยนั้นเซียนไก่ชนไม่มีใครเล่นไก่ชนที่มีเชิงลักษณะไก่เหล่าป่าก๋อย แต่จะนิยมเล่นไก่สายพันธุ์พม่ามากกว่า แต่เดิมนั้นยังไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจกับไก่ชั้นเชิงนี้เท่าไร จนกระทั่ง   ชาวหมู่บ้านเหล่าป่าก๋อย ได้เหล่ากอสายพันธุ์ไก่นี้มา และนำออกชนตามสนามชนไก่ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และจังหวัดใกล้เคียง และได้รับชัยชนะ   สร้างชื่อเสียงให้กับไก่ชนสายพันธุ์นี้เป็นอย่างมาก เซียนทางภาคเหนือที่ได้เห็นลีลาการชนของไก่พันธุ์นี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไก่อะไรจิกกัดทั้งตัว"

     ประวัติความเป็นมาของไก่เหล่าป่าก๋อย ซึ่งไก่ชนสายพันธุ์นี้ให้ชื่อเรียกตามหมู่บ้านว่า "ไก่เหล่าป่าก๋อย" เล่ากันว่า    พ่อหลวงสุพจน์ วิจิตร    ผู้ใหญ่บ้านป่ารกฟ้า ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง  เมื่อประมาณ 30ปีก่อน เมื่อพ่อหลวงสุพจน์ ได้ถูกเกณฑ์ทหาร เข้าประจำการในเขตภาคตะวันออก    หลังจากปลดประจำการแล้วก็ได้นำไก่ชนของเมืองจันทน์กลับมาด้วย เป็นไก่สีเหลืองเลาตัวผู้ มีลีลาการชนคล้ายๆ ไก่เชิงตราด คือ มัดล็อค มุด ตีตัว และลอดทะลุหลัง   ส่วนตัวเมียเจ้าของไม่ให้เพราะห่วงสายพันธุ์        เมื่อกลับมาถึงบ้านป่ารกฟ้า ก็ได้นำมาพัฒนาผสมพันธุ์กับไก่พื้นบ้าน ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เดินหน้าจิกหลังตีทั่วตัว ไม่ต้องใช้เชิงก่อน   เป็นไก่รอยเล็ก น้ำหนักราว1.8-2 กิโลกรัม         ปรากฏว่าลูกครอกแรกๆถือว่าใช้ได้ แต่พอต่อๆมาก็เริ่มใช้ไม่ได้ เพราะสาเหตุการผสมครอกหรือสายเลือดเดียวกันทุกๆปี ทำให้เกิดเลือดชิด     พ่อหลวงสุพจน์จึงกลับไปเมืองจันทน์อีกครั้ง เพื่อเสาะหาสายพ่อพันธุ์เหลืองเลาตัวเก่ง   และก็ได้กลับมาหลายตัว  เมื่อผสมไปได้หลายปี ปรากฏว่าลูกไก่ที่ออกมามีโครงสร้างตามสายพันธุ์และที่สำคัญมีชั้นเชิงดีกว่าพ่อและแม ่พันธุ์เดิม  คือได้เชิงดีทั้งจากพ่อและแม่  โดยเฉพาะเชิงเดินหน้าตีและจิกหลังตีทั่วตัว ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะเด่นของไก่สายพันธุ์นี้    และไก่สายพันธุ์จิกกัดไม่เลือกที่ จากบ้านเหล่าป่าก๋อยนี้เอง ที่ถูกนำออกชนและสร้างชื่อเสียง จนขนานนาม ไก่สายพันธุ์นี้ว่า "ไก่เหล่าป่าก๋อย"    ต่อมาก็มีนักเล่นไก่ต่างหมู่บ้านได้นำสายพันธุ์ไก่นี้ไปเลี้ยงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อ ง สืบมาจนถึงปัจจุบัน


ไก่ชนเหล่าป่าก๋อย 100
วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ ไก่ชนสายพันธุ์เหล่าป่าก๋อย ผมได้มีโอกาสพูดคุยและเข้าไปติดตามดูความเคลื่อนไหวในเพจหนึ่งที่มีชื่อว่า “ไก่ชน ป่าก๋อย 100” ซึ่งประกอบธุรกิจการเลี้ยงไก่ชนหรือเพราะพันธุ์ไก่ชนไทยแท้จำหน่าย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงของทางภาคเหนือ นั่นคือไก่ชนป่าก๋อย 100 สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของไก่ชนป่าก๋อย คือ ไก่ชนป่าก๋อยเป็นไก่ที่มีชั้นเชิง บ้ากัด บ้าตีเชิงบน ซึ่งทำให้ผมตื่นเต้น และ ถูกใจมากเป็นพิเศษ การพัฒนาสายพันธุ์แล้วจำหน่าย ตั้งแต่ไก่อายุ 1 เดือน จนถึงไก่ที่สามารถนำมาทำพ่อ-แม่พันธุ์ได้ เรื่องของราคาต้องบอกไว้เลยครับว่าไม่เบาจริงๆ แต่ก็ถือว่าถูกกว่าฟาร์มไก่ชนที่ผมรู้จักหลายเจ้าอยู่มากเลยทีเดียวเพราะราคานี้ เราเองก็สามารถจับต้องได้  เขาเล่าให้ผมฟังว่า เขาได้เริ่มต้นเลี้ยงไก่ชนด้วยใจรักและอยากมีอาชีพเสริม จึงได้ตัดสินใจไปหาพ่อแม่พันธุ์ไก่ป่าก๋อยแท้มายืนเหล่า และมองว่าการเลี้ยงไก่ชนที่จะมีมูลค่าเพิ่มได้นั้นจะต้องเป็นไก่ชน ไม่ใช่เลี้ยงเป็นไก่เนื้อหรือไก่ไข่ ถ้าเลี้ยงไก่ชน จะต้องไม่เลี้ยงเพื่อเอาไปชนเอง แต่ต้องเลี้ยงเพื่อจำหน่ายสายพันธุ์แท้ เพื่อให้ผู้ที่ซื้อจากฟาร์มของเราไป ได้สายพันธุ์แท้ที่มีคุณภาพ และจำหน่ายในราคารากหญ้า ทำให้ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้ที่มีใจรักและหลงใหลไก่ชน ก็สามารถจับต้องได้ การเลือกสายพันธุ์ไก่ชน เราเลือกสายพันธุ์ป่าก๋อย100 เพื่อรักษาเอกลักษณ์เชิงชนที่มีจุดขาย คือ เป็นไก่ชนแบบ บ้ากัดบ้าตี ตีตัวอย่างเดียว เป็นจุดเริ่มต้นที่เขาชอบสายป่าก๋อย100 จึงทำให้เขาอยากที่จะอนุรักษ์และขยายพันธุ์ 

เรื่องการตลาด การสร้างจุดขายให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และซื่อตรงต่อลูกค้า ราคาให้พอซื้อได้ เป็นจุดขายของฟาร์มเขา และที่สำคัญคุณภาพของไก่ชน จะต้องเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีการย้อมแมวมาขาย เพราะลูกค้าเขามาซื้อด้วยใจ เราก็ควรให้ใจลูกค้าด้วย พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางการเลี้ยง

ลูกค้ามากราย มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทำให้ผลิตไก่ชนออกมาจำหน่ายแทบไม่ทัน บางคนซื้อไปแล้วถูกใจก็กลับมาซื้ออีก

เชิงไก่ชนป่าก๋อย.. ลักษณะสายพันธุ์ไก่เหล่าป่าก๋อยนั้น จะมีชั้นเชิงอยู่ 2 แบบหลักๆ ด้วยกันคือ 1 ชนหัวล่าง 2 ชนหัวบน 
แบบที่ 1 ไก่ชนหัวล่าง นั้นเหมาะที่จะใช้ต่อสู้กับไก่พม่าในระยะประชิดโดยจะวิ่งเข้าหา ในลักษณะหัวต่ำเพื่อหลบตอของไก่พม่าเมื่อเขาติดตัวแล้วจึงใช้จุดเด่นคือปากบอนค้อนหน ัก 
แบบที่ 2 การชนแบบหัวสูงของไก่เหล่าป่าก๋อย นั้นเหมาะที่จะชนกับไก่พม่าหรือไก่เชิงรวมทั้งไก่ป่าก๋อยด้วยกันซึ่งการชนแบบหัวสูงน ี้จะเป็นการก้าวประชิดแล้วพาดคอบนบ่าคว้ากัดหลังตีลำตัว มีความได้เปรียบการชนแบบหัวล่างอยู่บ้าง นี่คือ ชั้นเชิงของ “ไก่ชน ป่าก๋อย 100” 

จุดเด่นไก่ชน ป่าก๋อย 100 

- เป็นไก่ชนสายพันธุ์ไก่ป่าก๋อยแท้ 100 % ไม่มีสายพันธุ์อื่นใดผสม
- ชั้นเชิงไก่ เป็นไก่ป่าก๋อยเชิงบน ไก่บ้ากัด บ้าตี ค้อนหนัก
- ไก่ชนที่ส่งขายเป็นไก่ชนที่คัดแล้วเอาตัวที่ดีที่สุดให้
- เชื่อถือได้ เนื่องจากเป็นผู้เพาะพันธุ์ พัฒนาและอนุรักษ์สายพันธุ์ไก่ป่าก๋อยมายาวนาน
- ไก่ทุกตัว หากไม่บ้ากัด ไม่บ้าตีและค้อนไม่หนัก ทางฟาร์มไม่ขายและไม่มีการจัดส่งไก่ให้ลูกค้าแน่นอน


ไก่ชนพม่า 100
รูปร่างและขนาดไก่พม่า ไก่พม่าลูก 100 % มีขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 2.00 - 2.50 ด้วยเหตูนี้เองจึงนิยมเล่นลูกผสมไทยบ้าง ผสมเวียดนามบ้าง หรือบางคนก็เล่นสามสายเลือดไปเลย ไก่พม่ามีลักษณะโดยทั่วไปที่สังเกตได้ คือมักแข้งอิ่ม บ่งบอกว่าเป็นไก่ตีไว ตีแม่น  แข้งเล็กและ เดือยส่ง

ชั้นเชิงลีลาแม่ไม้ไก่พม่า เป็นไก่ชนที่มีลีลาชั้นเชิงชั้นยอด คือ ไม่ยอมปะทะกับคู่ต่อสู้ตรงๆ เพราะไก่พม่ามีขนาดเล็ก จึงเป็นไก่คอยฉวยโอกาส หรือไก่จังหวะสอง ชั้นเชิงของไก่พม่าเป็นแบบ "สนลู่ลม" หรือต้นอ้อ ชั้นเชิงไก่พม่าที่เด่นๆ และนักเลงไก่ชอบมีดังนี้

- เชิงถอยดีดแข้งเปล่ารับโดยไม่ใช้ปากจิกคู่ต่อสู้

- เชิงเปลี่ยนหน้าตี คือ พอถูกกอดจะโยกหน้าหลบเข้าอีกข้าง

- เชิงชักลิ่มตี เมื่อถูกกอดขี่ทับจะเป็นไก่คออ่อนไม่ฝืนสู้คอ ถอดหัวออกตี

- เชิงลักตีขโมยตี เข้ามุดหัวติดดิน เผลอขึ้นมาตีแล้วลงไปซุกต่อ

- เชิงม้าล่อ เมื่อถูกกอดขี่จะออกวิ่งให้คู่ต่อสู้วิ่งไล่ตาม พอได้จังหวะจะหันมาดีดแข้งใส่ หรือเมื่อเห็นคู่ต่อสู้เหนื่อยก็จะหันกลับมาตี
ที่สำคัญไก่พม่าเป็นไก่ปากไว ตีนไว เดือยไว ถี่แม่น สาดทีสองที แทงหูแทงตาเลยก็มี และไก่พม่าเป็นไก่เจ้าเล่ห์ โดนตีนิด ตีหน่อยมักล้มลุกคลุกคลานเหมือนกับเจ็บเสียเต็มประดา แต่อย่าเผลอ บางทีถูกตีลงไปนอน พอคู่ต่อสู้เข้าไปใกล้ๆ มันจะสาดเข้าใส่ทั้งๆที่กำลังนอนอยู่ก็มี จุดด้อยของไก่พม่า โดยสรุปมีดังนี้

- กระดูกโครงสร้างเล็ก เมื่อเทียบกับไก่ไทยและไก่ไซง่อน ดังนั้นไก่พม่าเวลาถูกตีตัว ตีอัดสามเหลี่ยมหน้าอุด มักสู้ไม่ได้

- ไก่พม่าลูกหนุ่มใจไม่ค่อยเต็มร้อย ถูกตีเจ็บๆมักจะถอดใจหนีง่ายๆ

- ไก่พม่าเมื่อเจอไก่เชิงมุดมัดหัวต่ำ มักตีไม่ค่อยถูก แต่ถ้าเป็นไก่หัวสูงไก่พม่าจะชอบ เพราะสาดแข้งเปล่าได้ถนัด
ชั้นเชิงไก่ที่สามารถปราบไก่พม่าได้ ต้องเป็นชั้นเชิงเดินอัด เดินบี้ ตีตัว ตีอัดเข้าบริเวณสามเหลี่ยม หรือหน้ากระเพาะ ลูกหน้าไว เท้าหุ่นตีตัว มักตีหน้า ตีหลัง อย่างไก่ป่าก๋อย

เรื่องไก่พม่าที่ควรรู้ว่าการเลี้ยงไก่พม่าก่อนออกชนทำอย่างไร
ก่อนอื่นลองมาวิเคราะห์ดูการเล่นและการเลี้ยงไก่พม่าเป็นอย่างไร และลูกผสมไก่พม่ามีเลี้ยงและเล่นกันมากในภาคเหนือของไทย เพิ่งจะแพร่หลายไปทั่วประเทศประมาณ 3-4 ปีมานี้เอง การชนไก่ทางภาคเหนือนิยมชนแบบปล่อยเดือย ไม่มีการพันพาสเตอร์เหมือนภาคกลาง ดังนั้นไก่จึงใช้เวลาตีไม่มากนัก เพราะไก่ทนพิษบาดแผลไม่ได้ เพราะถูกแทงด้วยเดือย อย่างมาก 2-3 อัน ก็รู้ผลแพ้ ชนะแล้ว ดังนั้นทางภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นไก่ลูกผสมไทยพม่ากันมาก จะฟิตซ้อมหรือปล้ำประมาณ 2-3 อัน ก็นำไปชนกันแล้ว เขาจึงไม่นิยมลงขมิ้น

อีกประการหนึ่ง ในภาคเหนืออากาศเย็นและหนาว ในหน้าหนาวหรือในช่วงเดือน 11-12 ถึงเดือนอ้าย เดือนยี่อากาสหนาวแดดไม่ค่อยมี ขืนกราดน้ำลงขมิ้น กราดแดดครึ่งวัน ตัวคงไม่แห้ง ไก่คงหนาวตายแน่ ส่วนใหญ่เขาจะอาบน้ำพอประมาณไม่ให้เปียกทุกขุมขนเหมือนภาคกลาง แต่จะเน้นการออกกำลัง เช่น วิ่งสุม ล่อวิ่ง และปล่อยเล้าหรือให้เดินตามบริเวณบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่นิยมลงขมิ้น
ส่วนในภาคกลาง มีการเลี้ยงฟิตซ้อมไก่ให้แข็งแรง เพราะต้องชนกันถึง 12 ยก ไก่ตัวหนึ่งกว่าจะได้ออกตีต้องปล้ำหรือซ้อมคุ่ไม่ต่ำกว่า 8-9 ยก บางตัวเกิน 10 ยก โดยเฉพาะไก่ถ่าย ถึงจะออกตี จึงนิยมลงขมิ้นเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ผิวหนา นอกจากลงขมิ้นแล้วยังประคบกระเบื้องอีกด้วย ดังนั้นไก่ทางภาคกลางที่ออกบิ่นแต่ละตัวจะมีผิวพรรณหนังหนาและแดง การลงขมิ้นจะทำให้ผิวไก่สวยขึ้น และขนสวยโดยเฉพาะไก่เหลืองหางขาว ขมิ้นไม่ได้ทำให้ไก่เก่งหรือไม่เก่ง หรือทำให้ไก่บินดีหรือไม่ดี
สรุป การลงขมิ้นไก่ชน ไม่มีผลต่อการบินของไก่ชน ว่าจะบินดีหรือไม่ดี ไก่ชนจะบินดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับการฟิตซ้อมออกกำลังของไก่ชนมากกว่า ดังนั้นไม่ว่าจะเลี้ยงไก่ชนสายพันธุ์อะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นไก่ชนไทย ไก่ชนพม่า จะลงขมิ้นหรือไม่ลงแล้วแต่คนเลี้ยงชอบ ไม่มีผลต่างกัน ข้อสำคัญอย่าให้มากเกินไป ถ้าลงขมิ้นมากเกินไปจะทำให้เนื้อและผิวไก่ชนตึงได้

ไก่ลูกผสมสายเลือดไทยพม่าและลูกผสมร้อยแบบไหนดี 
พม่าลูก 100 % ลีลาชั้นเชิงฝีตีนถือว่ายอดเยี่ยม โดยเฉพาะตัวที่เก่งๆ แต่มีข้อเสีย คือ มีขนาดเล็กไม่รู้จะเลี้ยงไปตีกับใคร 
ลูกผสมไทย-พม่า 75% (พม่า 75%) ลีลาฝีตีนชั้นเชิงจัด ใกล้เคียงกับไก่พม่าทีเดียว ใช้ตีกับไก่พม่าลูก 100% ได้ แต่รูปร่างโครงสร้างและขนาด เล็กไม่ถึง 3.00 กก. ยกเว้นบางตัว
ลูกผสมไทย-พม่า 50% ลีลาชั้นเชิงฝีตีนลดลง คือ ไม่จัดเท่ากับไก่พม่าลูก 100% แต่มีขนาดและโครงสร้างร่างกายโตขึ้นถึง 3.00 กก. หรือมากกว่า ยกเว้นบางตัวอาจจะลีลาชั้นเชิงใกล้เคียงไก่พม่าลูก 100%
ลูกผสมไทย-พม่า 25% (พม่า 25%) ลีลาชั้นเชิงฝีตีนจะลดลงไปอีก คือ คล้ายกับไก่ไทยมากขึ้น แต่มีขนาดที่โตขึ้น คือ มีน้ำหนักเกิน 3.00 กก. แต่มักเป็นไก่ปากไว ตีแม่นและแม่นตอ
สรุป จะนิยมเล่นลูกผสมไทย-พม่า 25% มากกว่าลูกผสมแบบอื่นๆ ปัจจุบันได้นำไก่พม่ามาผสมกับไก่สายเลือดไซง่อน ทำให้ลูกผสมที่ได้มีขนาดโตขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีการผสมแบบสามสายเลือด คือ ไทย พม่า ไซง่อน ชั้นเชิงฝีตีนมีดังนี้

- เป็นไก่ปากไว มีลูกสาดแข้งเปล่า ขยันตี
- เป็นไก่ตีแม่น ตีแผล
- เป็นไก่ตีลำโต
- ชั้นเชิงไม่มาก พอเอาตัวรอด

ไก่พม่าควรออกชนช่วงไหนจึงจะเหมาะสม
ไก่พม่าที่จะคัดนำมาเลี้ยงชนต้องเป็นไก่เก่งเท่านั้น คือ คัดไก่ที่ตีถูก ตีแม่น ก่อนเป็นอันดับแรก เรื่องลีลาและความแข็งแกร่งค่อยว่ากันทีหลัง
การเลี้ยงไก่พม่าไม่ต้องหนักขมิ้นและกระเบื้อง เพราะไก่พม่าต้องการความคล่องตัวสูง ถ้าตัวตึงจะไม่ค่อยตีไก่ ไก่พม่าที่ตัวเก่งๆไม่จำเป็นต้องซ้อมหนัก ซ้อมเยอะมากเกินไป ดูแค่ว่าแข็งแรง บินดี ฟอร์มกำลังสดก็นำไปชนได้
ยกตัวอย่าง ถ้ามีไก่พม่าอยู่ตัวหนึ่งเก่งมาก นำมาเลี้ยงเพื่อออกชน ปล้ำครั้งแรกก็น๊อคคู่ต่อสู้แต่อาจจะแรงไม่ค่อยดี นำกลับมาเลี้ยงใหม่ ปล้ำครั้งที่สอง ก็ยังฟอร์มดีอยู่ ปล้ำครั้งที่สาม ครั้งนี้ก็เป็นที่ประทับใจ ครั้งที่หนึ่งถึงสาม อาจจะปล้ำครั้งละอันหรืออาจจะน๊อคคู่ต่อสู้ก่อน ปล้ำครั้งที่สี่ พยายามเดินยาวให้ได้ สองอัน ถ้าตัวแรกถูกน๊อคก็ควรหาตัวใหม่มาซ้อม ครั้งนี้สำคัญมากต้องดูให้ละเอียดถ้าฟอร์มสด บินดี แข็งแรงดุดัน กลับมาเดินนวมอีกซัก สองอันก็ออกชนได้แล้ว
 ถ้าเป็นไก่พม่าตัวเก่งจริงๆ ปล้ำแค่ห้าถึงหกอันก็ออกชนได้ แต่ต้องมีส่วนประกอบอย่างอื่นด้วย เช่น การออกกำลัง ลงนวม เตะเป้า วิ่งสุ่ม สิ่งเหล่านี้จะขาดไม่ได้
ส่วนเรื่องที่สำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม คือ ไก่พม่าที่จะออกชน ถ้าจะให้ดีควรมีอายุไม่ต่ำกว่า สิบเดือน ถ้าช่วงอายุ 12-15 เดือน จะเหมาะที่สุด เรื่องความสดและกระดูกก็กำลังดี 8-9 เดือนอันนี้อ่อนเกินไปจะแพ้เขาได้ง่ายๆ
สรุปก็คือ เลี้ยงไก่พม่าไม่ควรหนักขมิ้นและกระเบื้อง เลี้ยงน้ำเย็นจะดีที่สุด เน้นการเตะเป้าลงนวมเป็นดีที่สุด

เชิงชนไก่พม่า
1. ถอยแล้วสาด ลักษณะของชั้นเชิงชนของไก่แบบนี้ก็คือ การก้าวถอยหลังรอให้คู่ต่อสู้เดินเข้ามา เมื่อได้จังหวะก็จะสาดแข้งเปล่าเข้าใส่โดยไม่ต้องจับ วิ่งการสาดแข้งเปล่าในลักษณะนี้ จะสร้างความกังวลให้กับคู่ต่อสู้เป็นอย่างมาก ยิ่งโดยเฉพาะไก่ชนที่กอดเก่งๆ เมื่อมาเจอลีลาถอยแล้วสาดอย่างนี้ยิ่งสร้างความกังวลให้อย่างมาก ลีลาก้มถอยแล้วสาดนี้นับเป็นลีลาเชิงชนขั้นสุดยอดที่เซียนไก่พม่ามักนิยมกันอย่างแพร ่หลาย และพยายามอย่างยิ่งที่จะหาไก่ชนพม่าเชิงนี้มาครอบครอง เพราะถือว่าเป็นเชิงชนที่เยี่ยมยอดที่สุดของไก่พม่า

2. เดินแล้วสาด ไก่ในเชิงชนแบบนี้จะเป็นลักษณะการก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกับการหาจังหวะในการสาดแข ้งเปล่าใส่คู่ต่อสู้โดยไม่ต้องจับ ซึ่งในไก่เชิงนี้ค่อนข้างจะเสี่ยงกว่าเชิงแรกมาก เนื่องจากการเข้าปะทะหน้าตรงๆนั้น หากไปเจอคู่ต่อสู้ที่มีลูกสาดนำ รวมทั้งมีแข้งเปล่า และเป็นลูกผ่านพม่าที่สะสมเชิงถอยสาดเอาไว้ก็จะเจ็บตัวกับอาวุธของคู่ต่อสู้ได้ไม่น้ อยทีเดียว การก้าวเดินหน้าแล้วสาดแข้งเปล่า ผลแพ้ชนะจะออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับคู่ต่อสู้ด้วยเช่นกัน ในทัศนะของเซียนเต่า เฮ้ยไม่ใช่ ในทัศนะของเซียนไก่ ไก่พม่าตัวที่เดินเข้าหามักจะเป็นฝ่ายแพ้เสียส่วนใหญ่ ลีลาเดินหน้าแล้วสาดแข้งหากจะให้ดีควรที่จะเสริมลีลาก้มต่ำแล้วส่ายหัวไปมาเข้าไปด้ว ย เพราะการก้มต่ำนั้นเปรียบเสมือนการซ่อนจุดเปราะบริเวณคอและหน้าเอาไว้ให้ต่ำลง รวมทั้งยังสามารถหลบหลีกได้ในบางจังหวะอีกด้วย

3. ลงต่ำแล้วสาด สำหรับไก่ที่เชิงชนแบบนี้จะยืนนิ่งๆอยู่กับที่เพื่อหาจังหวะสาดแข้งใส่คู่ต่อสู้ ไก่พม่าที่มีชั้นเชิงการยืนนิ่งๆ มักจะเป็นไก่ชนที่ชอบใช้จังหวะสองได้ดี หากคู่ต่อสู้เข้าหลวมและเสียจังหวะเมื่อไหร่ เจ้าไก่ชนพม่าจะไม่ปล่อยให้พลาดจังหวะอย่างเด็ดขาด มันจะสาดแข้งคมๆเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างไม่ยั้งทีเดียว

4. ถอด เชิงไก่แบบนี้เป็นอีกเชิงหนึ่งที่ดุเด็ดเผ็ดมัน ดุเดือดมาก เพราะเชิงถอดนี้จะเป็นเชิงที่เมื่อถูกขี่หรือกดคอแล้วเจ้าไก่พม่าตัวเก่งจะถอดชักหัว หรืชักลิ่มออกมาทำให้คู่ต่อสู้หลุดถลำลงต่ำได้ และในจังหวะนี้เอง ไก่พม่าก็จะจับในระยะกระชั้นชิดพร้อมกับสาดแข้งใส่อย่างดุดัน ซึ่งลีลาการชักลิ่มเป็นการพลิกสถานการณ์ที่รวดเร็วจากการที่โดนกดคุมคออยู่ มาเป็นการชักคอออกแล้วจับหูนอกโดยที่คู่ต่อสู้ไม่ทันระวังตัว
ลีลาการถอด(ชักลิ่ม)แล้วจับหูนอกตีนี้ บางครั้งอาจจะได้พบไก่ชนพม่าบางตัวเข้ากอดและเข้าปีกมัดเป็นเหมือนกัน นั่นเท่ากับลบล้างความเชื่อที่ว่าไก่พม่ามัดไม่เป็น แต่อย่างไรก็ตามน้ำหนักในเชิงนี้ไม่ค่อยจะหนักหน่วงหรือเห็นผลเร็วนัก เนื่องจากจะเป็นการตีในลักษณะหันข้างเสียมากกว่า 

5. ม้าล่อ ในเชิงชนแบบนี้เป็นเชิงพม่าม้าล่อโดยจะวิ่งวนไปรอบๆสังเวียนเพื่อให้คู่ต่อสู้วิ่งตาม จนเมื่อได้ระยะและได้จังหวะแล้วก็จะหันกลับมาสาดแข้งใส่คู่ต่อสู้ จากนั้นก็จะวิ่งต่อ หรือถ้าหันกลับมาสาดแล้วดูท่าทางคู่ต่อสู้มีอาการ ก็จะพันตูต่อกรเพื่อพิชิตศึกทันที ลีลาม้าล่อนี้หากตีคู่ต่อสู้ไม่อยู่ในยกต้นๆจึงมักจะพ่ายแพ้ในยกท้ายๆเสมอ
สำหรับเซียนเต่า เฮ้ย พูดผิดอีกแระ สำหรับเซียนไก่ที่ต้องการนำไก่ชนของไทยเข้าชนกับไก่พม่านั้น การอ่านเชิงพม่าให้ขาดนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ในทุกครั้งที่ทำการเปรียบไก่ คู่ต่อสู้มักจะยอมให้เราจับตัวไก่ชนได้ และในขณะที่คู่ต่อสู้เผลอนั้น เราสามารถจะทดสอบได้ว่าพม่าตัวนั้นๆเป็นไก่ชนเชิงอะไร คือหลังจากที่จับตัวไก่ชนจนพอใจแล้ว ให้ปล่อยไก่ชนพม่ายืนอย่างสบายๆโดยให้หันหน้าเข้าหาเราแล้วหันท้ายเข้าหาเจ้าของ(กัน เจ้าของสังเกตเห็น) จากนั้นก็จับไปที่ลำคอส่วนล่างใกล้ๆสามเหลี่ยมของไก่แล้วบีบเบาๆอย่าให้ไก่เจ็บจนตื่ น ไก่พม่าเป็นไก่ที่มี สัญชาตญาณป่าค่อนข้างสูง เมื่อเราบีบที่ลำคอเขา เขาจะแสดงธรรมชาติของมันออกมาทันทีว่าเป็นไก่เชิงไหน โดยสังเกตได้จากอาการที่มันแสดงออกดังนี้

1. ถ้าเราบีบแล้ว มันดึงตัวถอยหลัง แสดงว่าเป็นไก่เชิงถอย
2. ถ้าเราบีบแล้ว มันหดคอลงแต่ไม่ถอย แสดงว่าเป็นไก่ยืนแล้วสาดจังหวะสอง
3. ถ้าเราบีบแล้ว มันดึงคอกลับและเบี่ยงตัวออกด้านข้าง แสดงว่าเป็นไก่ถอดหัวดี
4. ถ้าเราบีบแล้ว มันเสือกหัวขึ้นมา แสดงว่าเป็นไก่กอดเชิงบน
5. ถ้าเราบีบแล้ว มันขืนตัวดันไปข้างหน้า แสดงว่าเป็นไก่ชอบเดินเข้าหา


โดย สมชาย (ติดต่อ 0826152312) วันที่ 17 เม.ย. 2560 : 12:42:56 AM น. IP : 171.4.250.192 แจ้งลบหัวข้อกระทู้
พบภาพ เนื้อหาไม่เหมาะสม กดแจ้งที่นี่  


แสดงความคิดเห็น
จาก
E-mail
รูปภาพประกอบ

คุณไม่ใช่สมาชิก ไม่สามารถแนบไฟล์ได้ สมัครสมาชิก | ล็อกอินเข้าระบบ
รูปภาพ (.jpg,.jpeg,.gif,.png) ขนาดไม่เกิน 150 Kb อื่นๆ (.pdf) ขนาดไม่เกิน 150 Kb
รายละเอียด
Security Code
ต้องการรูปภาพอื่น

หากคุณเปิดกระทู้หลายหน้า ควรคลิก "ต้องการรูปภาพอื่น" อีกครั้ง




แจกฟรีเว็บบอร์ดสำเร็จรูป www.meeboard.com